0 Cart
Added to Cart
    You have items in your cart
    You have 1 item in your cart
    Total

    News

    กว่าจะมาเป็นหนัง

    พอดีมีคำถามจากเพื่อนคนหนึ่งที่กำลังมองหากระเป๋าหนังคู่กายสักชิ้น แต่กลับพบว่า “เฮ้ย.....ทำไมหนังมีหลากหลายแบบจัง ตัดสินใจไม่ถูก” แล้วหนังวัวแบบไหนล่ะดีที่สุด อืม...เป็นคำถามที่น่าสนใจเหมือนกันใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับหนังให้มากขึ้นกันดีกว่า
    อย่างที่ทุกๆ คนรู้โดยทั่วไปว่า หนังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ หนังแท้และหนังเทียม ซึ่งหนังแท้เนี่ยมีราคาสูงตามคุณภาพและลักษณะของการฟอก โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ

     


    - หนังดิบ นำมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น ทำหนังกลอง หนังตะลุง เป็นต้น

     

    - หนังฟอก เป็นหนังดิบที่ผ่านการฟอกแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้หนังเน่าเปื่อย มีลักษณะอ่อนนุ่ม เรียบ สม่ำเสมอ มีสีสันสวยงาม มีความหนาตามต้องการ สำหรับหนังวัวเป็นหนังที่มีสีผิวไม่สวยงามจึงจำเป็นต้องมาตกแต่งและย้อม

     

    ซึ่งกระบวนการฟอกหนังไม่ใช่แค่การทำความสะอาดหนังเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่มันเป็นกระบวนการเปลี่ยนหนังดิบที่สามารถเน่าเปื่อยได้ให้เป็นหนังสำเร็จรูปที่คงตัว ไม่เน่าเปื่อย มีความทนทานต่อสภาพอากาศและความร้อน กระบวนการฟอกจึงจำเป็นต้องมีการใช้สารเคมีต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีกรรมวิธีการฟอกที่ใช้อยู่คือ

     

    การฟอกโครม (Chrome Tanning)เป็นการฟอกที่กระทําในถังหมุน ซึ่งจะใช้สารเคมีพวกเกลือของโครเมียมเป็นตัวฟอก เช่น โครมิก (Chromic) เป็นตัวฟอก ซึ่งจะทำให้หนังมีสภาพเป็นไฟเบอร์ (Fibre) เมื่อนำไปตากแห้งแล้วจะแข็งมีสีเขียว จึงเรียกหนังที่ผ่านการฟอกโครมแล้วว่า หนังเขียว(WetBlue) การฟอกประเภทนี้เป็นที่นิยมกว่า เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด ใช้เวลาสั้น สารเคมีราคาถูก หนังที่ฟอกแล้วทนต่อความร้อนและความชื้นได้ดีกว่า
    และการฟอกฝาด (Vegetable Tanning) การฟอกประเภทนี้จะนำสารสกัดประเภทแทนนินซึ่งสกัดได้จากเปลือกไม้พวกยูคาลิปตัส ควีบราโค และอื่นๆ มาเป็นตัวฟอก ทำได้ในถังไม้ปั่นหรือบ่อคอนกรีต น้ำที่ใช้ฟอกแล้วก็สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกเพราะสารที่ใช้ฟอกนั้นเป็นสารธรรมชาติ ขั้นตอนที่สําคัญคือการล้างฝาดส่วนเกินโดยใช้ กรดออกซาลิคล้างฝาดออกจากหนังซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพหนังอย่างมาก หนังสําเร็จรูปที่เกิดจากการฟอกฝาดจะมีน้ำหนักมากกว่าการฟอกโครมและมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าการฟอกโครมหลังจากการฟอกแล้วหนังจะถูกรีดน้ำทําให้แห้งเจียรผิวด้วยเครื่องตัดแต่งและคัดเลือกเพื่อนำไปแปรรูปต่อ

     

    จึงถือได้ว่า การฟอกฝาดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด หนังที่สามารถนำมาฟอกฝาดได้จากหนังในส่วนที่ดีและแข็งแรงที่สุดของวัวตัวหนึ่ง เพราะถ้าหนังมีตำหนิมากๆ เนื่ย เขาก็มักจะนำไปย้อมสี หนังที่ฟอกฝาดจึงมีเสน่ห์ของมันค่ะ คือ ยิ่งใช้ยิ่งนิ่มยิ่งดูสวย และมีความคงทนยาวนานเป็นสิบๆ ปี

     

    ส่วนหนังเทียมเนี่ย คือสารสังเคราะห์ที่ถูกนำมาทำให้มีลักษณะคล้ายหนังแท้ โดยผลิตมาเพื่อเลียนแบบหนังแท้และเพื่อใช้ทดแทนหนังแท้ ก็อย่างที่เคยบอกไปนั่นแหละค่ะว่า มันมีราคาถูกกว่ามาก ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนาทำให้หนังเทียมมีรูปลักษณ์เหมือนหนังแท้มากจนแยกแทบไม่ออกเลยนะคะ

     

    ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับเรื่องหนังยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ ว่าแต่จะเป็นหนังในแง่มุมใดก็ต้องคอยติดตามกันนะคะ แล้วจะรู้ว่า เรื่องหนัง...สวยงามกว่าที่คุณคิด

     

    #ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก http://www.thaitanning.org/th/tanning-industry/tanning-process/ ,http://www.bagindesign.com/articles/

    หนังคนละชั้น !

    พูดถึงเรื่องหนังเนี่ย เรามีเรื่องคุยกันเยอะแยะเลยนะคะ ว่าแต่...หนังสัตว์ที่เรานำมาสร้างผลิตภัณฑ์เนี่ยพอจะทราบไหมคะว่าถูกนำมาจากส่วนไหนบ้าง หลายคนคงขำแล้วนึกในใจ จะบ้าหรอ 
    หนังสัตว์ก็ต้องนำมาจากส่วนของผิวหนังชั้นนอกซิ จะมาจากส่วนไหนได้ล่ะ จริงค่ะ คำตอบนี้ไม่เถียง เพราะหนังแท้ๆ ที่นำมาใช้จะมีเอกลักษณ์หรือลวดลายบ่งบอกความเป็นสัตว์ชนิดนั้น เช่น หนังงู หนังจระเข้ หนังเสือ เป็นต้น


    แต่สำหรับหนังบางชนิด รู้หรือเปล่าว่า เค้าไม่ใช่แค่นำหนังชั้นนอกมาใช้เพียงอย่างเดียว 
    ก็อย่างเช่น หนังวัว ไงล่ะคะ หนังวัวที่เราเห็นๆ ในผลิตภัณฑ์ทั่วไปเนี่ยมาจากผิวหนังชั้นนอกจนถึงชั้นในเลยนะคะ มันเป็นหนังคนละชั้นกันค่ะ  

    โอ่..โฮ้ !! น่าตื่นเต้นขึ้นมาแล้วล่ะซิ ว่าแต่คุณสมบัติของหนังแต่ละชั้นสามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง
    เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

    จริงๆ แล้ว ก่อนที่เค้าจะนำเอาแผ่นหนังไปผ่านกรรมวิธีการฟอกและตกแต่งนั้น เค้าต้องคัดเลือกแผ่นหนังที่ได้ มาปาดเป็นแผ่นแยกคุณภาพของหนังเสียก่อน ซึ่งเราสามารถแบ่งตามลักษณะหรือโครงสร้างของหนังได้ด้วย เรียกง่ายๆ ว่าแบ่งตามลักษณะชั้นผิวหน้าไงคะ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ

    1. Full grainเป็นหนังชั้นแรกที่มีลวดลายของหนังสัตว์ธรรมชาติอยู่ จัดเป็นหนังแท้ที่เป็นธรรมชาติที่สุดโดยพื้นผิวหนังไม่เรียบ และยังคงริ้วรอยต่างๆ เช่น รอยขูดขีดร่องรอยการต่อสู้ หรือรอยของแมลง สัตว์ กัด ต่อย เป็นต้น Full Grain จึงเป็นประเภทหนังที่ทนทานเป็นพิเศษเหมาะกับการนำไปผลิตเป็นชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ กระเป๋าแบรนด์เนม หรือรองเท้าค่ะเช่นเอาไปทำหนังประเภทฟอกฝาด Aniline และ Semi-Aniline เป็นหนังชั้นแรกที่มีลวดลายของหนังสัตว์ตามธรรมชาติที่สุดหลังจากผ่านกระบวนการฟอกหนังแล้วจะนำมาทำการตกแต่งโดยการพ่นเงาเน้นลวดลายของตัวหนังขึ้นมาเองเรียกว่าเป็นประเภทหนังที่มีความทนทานตามธรรมชาติ

    2. Split เป็นหนังที่อยู่ชั้นกลาง ซึ่งโครงสร้างของเนื้อหนังยังคงมีโครงสร้างที่ดี ความหนาหรือบางจะขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการปอกหนังจึงนำไปผลิตเป็นหนัง Nubuck หรือ Suede และยังสามารถนำไปโค๊ตพียูเพื่อสร้างลวดลายเทียมขึ้นได้หนังประเภทนี้เหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นหนังหน้า ในการผลิตเครื่องหนังแม้คุณภาพของหนังประเภทนี้จะสู้หนังประเภทอื่นๆ ไม่ได้แต่มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ซึ่งคุณสมบัติที่เด่นอีกประการของหนังประเภทนี้คือมีคุณสมบัติเบาและมีความสามารถระบายอากาศได้ดี หนังประเภท Split ควรต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษกว่า โดยมีข้อควรระวัง คือไม่ควรถูกน้ำ และไม่ควรใช้อย่างสมบุกสมบันมากเกินไป ผู้ผลิตส่วนใหญ่จึงนำหนังประเภทนี้ไปผลิตเป็นรองเท้าลำลอง หรือรองเท้าแตะ หรือเข็มขัดลูกเสือ

    3. Lining เป็นหนังชั้นสุดท้าย ซึ่งมีโครงสร้างไม่เหมาะสำหรับนำไปทำหนังหน้า ส่วนใหญ่จะถูกนำไปทำซับในของผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เพื่อเอาไว้เสริมความแข็งแรง ความหนา

     

    เห็นไหมล่ะคะ ว่าวัวตัวเดียวเนี่ยสามารถคัดหนังกันได้หลายชั้นเลย ซึ่งคุณภาพและราคาก็แตกต่างกันด้วย ต่อไปนี้เวลาไปเลือกซื้อกระเป๋าหนัง คงต้องเลือกดูดีๆ แล้วล่ะคะว่าเป็นหนังชั้นไหน เราจะถึงได้สินค้าที่ถูกใจและราคาเหมาะสมกับราคา เพราะเราเข้าใจแล้วว่า มัน..หนังคนละชั้นกัน !!!


    #ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก http://vintageblog.scf-vintage.com/blogvintage/vintage-knowledge/

    ทำไมต้องใช้หนัง

    เคยสงสัยไหมคะ...ว่าทำไมผลิตภัณฑ์ที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไปบางอย่างถึงใช้หนังเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะเป็นโซฟา รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า รวมไปถึงอุปกรณ์ของใช้ใกล้ตัวอย่างกระเป๋าสตางค์หรือสมุดโน้ต

    หลายคนอาจมองว่าเราสามารถผลิตหนังเทียมหรือไม่ก็ใช้วัสดุอื่น เช่น ผ้า ยาง วัสดุสังเคราะห์ ฯลฯ มาใช้ทดแทนหนังสัตว์ได้และสำหรับคำตอบของคำถามนี้ แน่นอนค่ะ ว่า “หนัง” ที่เราเลือกนำมาใช้ต้องมีคุณสมบัติที่พิเศษอยู่ในตัว ว่าแต่มันจะพิเศษอย่างไร ลองมาดูกันค่ะ

     

    ขึ้นชื่อว่าหนังแท้ก็ต้องมาจากหนังธรรมชาติ ซึ่งหนังของสัตว์แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติและคุณลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป แต่เอกลักษณ์ของหนังที่เหมือนกันคือ ความยืดหยุ่น ค่ะ เพราะมันผลิตมาจากผิวหนังของสิ่งมีชีวิต จะมีความยืดหยุ่นตามธรรมชาติอยู่แล้ว ความยืดหยุ่นทำให้สบายเมื่อได้สัมผัส พอวัสดุมีความยืดหยุ่นแล้วก็จะเกิดผลพลอยได้ในเรื่องของความทนทานค่ะ หนังแท้จะช่วยให้กระเป๋าทนทานยิ่งขึ้น เพราะอะไรที่ไม่ยืดหยุ่นก็จะฉีกขาด เปราะแตกได้ง่ายกว่าเป็นธรรมดา

    ถ้าถามว่าหนังแท้เป็นวัสดุที่มีความทนทานมากที่สุดในโลกใช่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่นะคะ ยังมีวัสดุอื่นที่มีความทนทานกว่าหนัง เช่น Ballistic Nylon หรือผ้าสังเคราะห์อื่นๆ เป็นต้น แต่วัสดุเหล่านั้นก็มีทั้งเอกลักษณ์และข้อด้อยของตัวเองเช่นกันค่ะ ของทุกอย่างบนโลกใบนี้ย่อมมีการเก่า การสึกหรอไปตามกาลเวลา แต่หนังเวลาเก่ามันก็จะเก่าลงพร้อมกันทั้งผืน ตรงไหนมีรอยก็ดูมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ของหนังตัวนี้ สิ่งนี้เป็นลักษณะพิเศษของหนังแท้ที่ยากจะหาวัสดุอื่นมาเทียบได้ เอาง่ายๆ ลองนึกภาพกระเป๋าหนังเก่าๆ สักใบ จะเห็นได้ว่ายังดูน่าใช้ ร่องรอยต่างๆ ที่เกิดจาการใช้งาน หนังที่เก่าก็จะกลายเป็นสีเข้ม รอยพับ รอยขีดขูดต่างๆ บ่งบอกถึงเรื่องราวการเดินทางของเครื่องใช้เฉพาะบุคคลได้เป็นอย่างดี ซึ่งต่อให้ซื้อกระเป๋าเหมือนกัน แบบเดียวกัน แต่กระเป๋าก็จะแสดงความเป็นตัวตนของผู้ใช้ออกมาได้อย่างนุ่มนวล

    และสิ่งที่พิเศษสุดที่ทำให้หนังดูโดดเด่น คือ หนังแท้จะมีลาย มีความสวยงาม หรูหรา ตามแบบฉบับของมัน ซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนหลงรักผลิตภัณฑ์จากหนัง ลองใช้อะไรซักอย่างที่เป็นหนังดูซิคะ แล้วคุณจะกลายเป็นคนรักหนังโดยไม่รู้ตัว^^





    #ขอบคุณบทความบันดาลใจจาก https://www.facebook.com/notes/lil-crox/bag-myth-4