0 Cart
Added to Cart
    You have items in your cart
    You have 1 item in your cart
    Total

    News

    "สัตว์ป่า ที่ไม่ใช่แค่สัตว์ แต่สัตว์ทุกตัวมีหน้าที่ของมัน"

    "สัตว์ป่า ที่ไม่ใช่แค่สัตว์ แต่สัตว์ทุกตัวมีหน้าที่ของมัน"

    ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ  (หม่อมหลวงเชน) ช่างภาพสัตว์ป่า

    ผู้ที่ใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่ต่างจังหวัดจนจบชั้นป.4 จึงได้ย้ายกลับมาอยู่กทม. แต่ยังคงหวนคิดถึงชีวิตวัยเด็กที่ต่างจังหวัดที่เคยใช้ชีวิตที่มีความสุขท่ามกลางธรรมชาติที่อยู่รอบตัวอยู่เสมอ หลังจากจบปริญญาตรีด้านสัตวบาลจากลาดกระบัง จึงได้ไปเรียนรู้เรื่องวัวนมที่เดนมาร์ก ซึ่งเมืองที่ไปอยู่ผู้คนส่วนใหญ่มีนิสัยชอบดูนก จึงมีความชอบและใช้ชีวิตที่นั่นเพื่อการดูนกอย่างจริงจังมาตลอด 4 ปี

    กลับมาก็มีความฝันที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับฟาร์มโคนม จึงเริ่มทำงานในโรงงานทำกระป๋องนม ทำไปสักพักเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ชีวิตที่ตัวเองต้องการ ไม่ชอบการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่ในกฎระเบียบ ต้องตอกบัตรเข้างาน ต้องใส่ชุดยูนิฟอร์ม จึงลาออกมาใช้ชีวิตแบบที่อยากจะเป็น

    ช่วงว่างงานก็เริ่มเข้าป่าไปดูนกแบบจริงจัง รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่อยู่ในป่า ทุกครั้งที่เข้าป่าก็ไม่อยากออกจากป่าเลย
    จึงคิดว่ามันน่าจะมีอาชีพแบบนี้นะ เลยเขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติส่งไปยังนิตยสาร โดยมีความคิดว่านิตยสารควรจะมีบทความแบบนี้แบบที่เราเขียน นั่นคือจุดเริ่มต้นของอาชีพ ช่างภาพสัตว์ป่าของหม่อมหลวงปริญญากร

    การจะเข้าไปถ่ายภาพในป่า ไม่ใช่ว่าเราจะคิดอย่างเดียวว่าเราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพนั้นมา “สิ่งสำคัญในการซ่อนตัวไม่ใช่แค่ให้ถ่ายภาพได้ แต่ต้องให้สัตว์ป่าได้ใช้ชีวิตตามแบบของเขา ถ้าเราทำให้เขาตื่นตกใจระหว่างเดินลงมากินโป่งจนเขาวิ่งหนีเรา มันไม่ใช่แค่ว่าเราถ่ายภาพไม่ได้ แต่ยังหมายความว่าเขาจะไม่ได้กินอาหารเช่นกัน”

    ในแต่ละนาทีเราคาดไม่ได้หรอกว่า สัตว์ป่าตัวไหนจะโผล่มาทางไหน บางทีรอเป็นสัปดาห์ หรือเกือบเดือนถ่ายอะไรไม่ได้เลยก็มี สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการเฝ้ารอคือ มันทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ควรรู้สึกว่ารออะไร เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราเฝ้ารอนั้นจะมาเมื่อไหร่ แต่...ถ้าถามว่าเสียดายไหมกับเวลาที่รอแล้วไม่ได้อะไร ผมคิดว่าผมคงเสียดายมากกว่าหากไม่ได้รอ เพราะนั่นคือโอกาสที่เราจะเสียไป “ครั้งที่ผมรอนานที่สุด คือตอนตามถ่ายควายป่าที่ห้วยขาแข้ง ผมใช้เวลาเกือบเดือนในการรอ รอตั้งแต่ต้นไผ่ยังไม่มีใบจนมีใบเขียวเต็มต้น แต่มันก็คุ้มค่ากับการรอ เพราะผมได้ภาพควายป่าเดินแถวลงมา และยังมีเสือโคร่งตามมาอีก” สุดท้ายแล้วผลของการรอ มักได้ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าเสมอ

    ปัจจุบันหม่อมหลวงปริญญากร  ยังคงเป็นผู้ถ่ายภาพสัตว์ป่าและเป็นนักเขียนหนังสือ ควบคู่ไปกับการทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีผลงานหนังสือรวมบทความ สารคดี และรวมภาพถ่ายสัตว์ป่า มากมาย

    Cr.มองสัตว์ป่าด้วยตา โดยผ่านหัวใจ : มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
    Cr.New Heart New World 2 : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ
    WE ARE NO BETTER : MQDC

    ซูชิที่ไม่ใช่แค่ซูชิ ข้อคิดดีๆที่ได้จาก"Jiro Ono"

    ซูชิที่ไม่ใช่แค่ซูชิ ข้อคิดดีๆที่ได้จาก"Jiro Ono"

    ซูชิ ที่ไม่ใช่แค่อาหาร จิโร ซูชิ เป็นร้านซูชิระดับตำนาน แม้ว่าจะมีที่นั่งแค่ 10ที่ และ ห้องน้ำอยู่ด้านนอกร้าน แต่คนจากทางมิชลินสตาร์ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องสามดาวเท่านั้น ที่คู่ควรกับร้านๆนี้

    ผมหยิบDVD แผ่นนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้ ปรมาจารย์อย่างเขาจะเล่าถึง ซูชิจานหนึ่ง ในรูปแบบไหน? แต่ลึกๆในใจก็เชื่อว่า น่าจะมีอะไรที่มีประโยชน์สำหรับการเป็นคนทำงานที่แฝงอยู่ในนี้ แต่มันยิ่งกว่านั้นครับ....

    ฉากแรกที่เปิดมาก็เจอหน้าคุณจิโร โอโนะ คุณลุงอายุ 85 ปียืนพูดอยู่หน้ากล้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหมือนกำลังพูดกับเราอยู่ คุณจิโรพูดว่า
    “เมื่อเราตัดสินใจว่าจะทำอาชีพอะไร
    เราก็ต้องอุทิศตัวให้กับมัน
    เราต้องรักงานที่เราทำ
    เราต้องไม่บ่นงานที่เราทำ
    เราต้อง อุทิศชีวิต เพื่อพัฒนาฝีมือ
    นั่นล่ะคือเคล็ดลับความสำเร็จ
    และเป็นกุญแจสู่การได้รับการยอมรับ”

    คำพูดของคุณจิโร เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ชวนคิดให้ตื่น และ เมื่อเราดูสารคดีนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าร้านจิโรซูชิ ไม่ได้โด่งดังหรือได้รับการยอมรับจากอะไรที่ฉาบฉวย หรือ เป็นกระแสเลย แต่ว่ารากฐานคือรายละเอียดของทุกสิ่ง ที่เป็นอะไรที่ธรรมดาที่ถูกพัฒนาขึ้นไปอีก

    ฉากถัดๆไปมีการถ่ายให้เห็นถึง โยชิซาคุ (ลูกชายของคุณจิโร่) ขณะกำลังอังสาหร่ายเหนือเตาถ่าน เขาสะบัดสาหร่ายไปมา แล้วก็สะบัดซ้ำไปซ้ำมา คงจะเพื่อให้มันแห้งดีหล่ะมั้ง

    “เราจะไม่พยายามทำตัวให้ดูวิเศษ หรือ ภูมิสูงกว่าคนอื่น เทคนิคที่เราใช้ไม่ใช่ความลับพิเศษอะไร มันก็แค่เป็นการตั้งใจทำ และ ก็ทำสิ่งเดิมๆซ้ำกันทุกวัน มีบางคนที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ บางคนมีประสาทสัมผัสรสชาติ และ กลิ่นที่ไว นั่นแหละที่เขาเรียกกันว่า พรสวรรค์ ในธุรกิจนี้ ถ้าคุณตั้งใจกับมัน คุณก็จะฝีมือดี แต่ถ้าคุณอยากเด่นในระดับโลก คุณก็ต้องมีพรสวรรค์ ที่เหลือก็อยู่ที่พรแสวง”

    โยชิซาคุ ขณะที่ถ่ายทำในปี 2012 ก็อายุ 50กว่าปีแล้ว ก็ยังทำงานเป็น ‘มือสอง’ ในร้านจิโร ซูชิอยู่ ลูกศิษย์คนอื่นอาจจะคิดว่าทำไม จิโร ไม่ปล่อยให้เขาเป็นเจ้าของร้านแล้วเกษียณตัวเองเสีย แต่ โยชิซาคุ อยากให้พ่อของเขาทำงานที่เขารักได้นานที่สุด แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใหญ่สุดในร้าน แต่จิโรก็ได้เตรียมเขาให้พร้อมแล้วสำหรับอนาคตที่จะมาถึง

    ในวันที่มิชลินมาลองทานอาหารที่ร้าน โยชิซาคุ คือคนที่ปั้นซูชิให้ทาน “ผมยอมรับว่าผมเข้มงวดกับลูกๆ มากกว่าคนอื่น แต่มันก็เพื่ออนาคตของเขา...” จิโร ได้กล่าวไว้

    “โชคุนิน (ช่างศิลป์) จะต้องหาปลาที่ดีที่สุดมาใช้ และ จะต้องใช้เทคนิคต่างๆในการทำปลา เราไม่สนเรื่องเงินหรอก ผมสนแค่ว่าเราจะทำซูชิที่ดีได้ยังไง ผมทำในสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าค่อยๆพัฒนาไปทีละนิด
    ผมอยากจะทำให้ได้มากกว่านี้อยู่เสมอ
    ผมจะปีนต่อไปเรื่อย เพื่อให้ถึงยอด แต่ไม่มีใครรู้หรอก ว่ายอดอยู่ที่ไหน
    ถึงผมจะอายุขนาดนี้ ทำงานมาหลายสิบปี ผมก็ไม่คิดหรอกว่าสิ่งที่ผมทำมันสมบูรณ์แบบแล้ว
    ผมมีความสุขตลอดทั้งวัน
    ผมชอบทำซูชิ “
    นั่นคือวิถีของ โชคุนิน

    สิ่งที่จิโร โอโนะเป็น คือยอดช่างศิลป์ผู้ถ่อมตัว เราไม่เห็นถึงความหยิ่งผยองโอ้อวด หากแต่เป็นช่างผู้เอาจริงเอาจังกับงานที่เขาทำ เหมือนเอาทั้งชีวิตจิตใจเข้าแลกเพื่อให้ได้มา

    แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนักแต่เราก็ได้เห็นว่าเขามีเทคนิคต่างๆมากมาย เช่น ข้าวควรจะมีอุณหภูมิเดียวกับร่างกายของคนเรา จิโรได้พัฒนาเทคนิคที่เก็บรักษาอุณหภูมิข้าวให้เป็นเช่นนั้น ในขณะเดียวกันเขาก็มองไปถึงประสบการณ์ของลูกค้าที่จะได้รับในส่วนอื่นๆด้วย เช่น การจัดเก้าอี้ในร้าน ตำแหน่งของผู้มารับประทานอาหารจะถูกจัดไว้ก่อนหน้าแล้ว ถ้าเค้าปั้นซูชิให้ผู้หญิงทาน จะปั้นคำเล็กกว่าของผู้ชายเล็กน้อย, เขาจะวางซูชิไปข้างที่มือที่ลูกค้าถนัด และ ถ้าหากเขาวางซูชิให้คุณทานแต่คุณยังไม่ทาน หรือ ปล่อยมันไว้นานเกินไป เขาจะทิ้งและปั้นให้คุณใหม่ เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ในการรับประทานอาหารที่ดีที่สุด ในร้านอาหารแห่งนี้

    “ต้องใช้เวลานานมากกว่าที่คุณจิโร จะยอมเรียกผมว่า ‘โชคุนิน (ช่างศิลป์)’ ”
    เมื่อคุณทำงานที่ร้านจิโร หลายเดือนแรกจะหมดไปกับการบิดผ้าร้อนให้ไร้ที่ติ ถ้ายังไม่สามารถบิดผ้าร้อนให้ดีได้ จะไม่ได้จับอาหาร เมื่อทำงานผ่านไปสิบปี จะได้รับมอบหมายให้ทำไข่หวาน(ทามาโกะ) ซึ่งแม้แต่ลูกศิษย์ที่ทำงานมานานขนาดนั้นก็ยังใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าที่เขาจะสามารถทำได้อย่างที่คาดหวัง แล้วจากนั้นถึงจะเริ่มปั้นซูชิ

    อดีตลูกศิษย์ อีกคนก็กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า จริงๆแล้วการทำงานที่ร้าน จิโร ซูชิ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะว่า จิโร คาดหวังคุณภาพอย่างไม่มีที่ติในทุกๆวัน 

    “คุณภาพของวัตถุดิบก็สำคัญ แต่เราต้องพัฒนาประสาทสัมผัสในการแยกแยะ ความอร่อยกับความไม่อร่อยออกจากกันให้ได้ ถ้าลิ้นไม่ดี ก็ทำอาหารอร่อยไม่ได้ ถ้าประสาทสัมผัสของเราแย่กว่าของลูกค้า แล้วลูกค้าจะประทับใจเราได้ยังไง”

    เช่นเดียวกับสินค้า ตัวคนทำงานเองก็ต้องพัฒนา พัฒนาเพื่อให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ทัน เพื่อให้สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงได้ ในการเป็นคนทำงานอย่างเราๆ ประสาทสัมผัสคงจะเป็นประสบการณ์ เป็นรสนิยม เป็นความเข้าใจ ในงานที่เราทำกระมัง – นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้พบสำหรับตัวเอง

    “วันนี้มีลูกค้ามาที่ร้านเรา เพราะเขาเห็นว่าเราออกทีวี ปกติคนที่ออกทีวีจะเป็นผม และ ผมก็จะเป็นคนปั้นซูชิ นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง เขาจะคิดว่า นาคาซาวะ (ลูกศิษย์เอก) เป็นคนที่ยกปลามาจากครัวเฉยๆ ลูกค้าจะคิดว่าโยชิคาสึ (ลูก) จะแล่ปลาอย่างเดียว พวกเขาจะคิดว่าลูกมือในครัวทำงานสบายๆ เจ้าของร้านเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุด แต่แท้จริงแล้ว 95%ของซูชินั้น เสร็จก่อนที่จะมาถึงมือผม คนที่ทำงานน้อยที่สุด กลับเป็นคนที่ยืนในจุดที่ไฟสาดส่องผมฝากฝังการเตรียมทั้งหมด ให้กับคนพวกนี้ ตำแหน่งที่ผมอยู่ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว.”

    ในตอนท้ายของสารคดี เราได้เห็นว่า จิโรตอบแทนทีมงานของเขาด้วยบทพูดบทนี้ ส่วนตัวผมคิดว่า จิโร พูดให้ลูกศิษย์ของเขาฟัง ผ่านเราอีกทีหนึ่ง 

    ในฐานะคนทำงานด้วยกัน การได้รับการยอมรับหลังจากการทำงานหนักทำให้เรามีแรงใจ และให้ประสบการณ์ของการบรรลุถึง เป็นเหมือนรางวัล แม้จะไม่มีตัวตน แต่มีคุณค่าที่สามารถรู้สึกได้

    จิโรซูชิ ไม่ใช่แค่ซูชิ จริงๆ

    : บทความที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Jiro – Dream of Sushi (2012)

    Article by FolioBrand #Folioliveprofessional / 25 July 2018

    ถ้ำหลวง กับ"ภาวะผู้นำ"ของผู้ว่าฯเชียงราย

    ถ้ำหลวง กับ"ภาวะผู้นำ"ของผู้ว่าฯเชียงราย

    จากภารกิจพาน้องๆทีมหมูป่ากลับบ้าน ทุกคนคงได้ยินชื่อของนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกันมาบ้างแล้ว

    Folioจึงอยากพูดถึงภาวะผู้นำในการทำงานช่วงวิกฤต ของผู้ว่าคนนี้กันค่ะ

    • การวางเป้าหมายที่ชัดเจน
    มีการวางเป้าหมายใหญ่ไว้สูงสุดก่อน คือการพาทีมหมูป่าออกจากถ้ำ และแบ่งเป้าหมายย่อยให้แต่ละทีมทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด

    • การซ้อมก่อนเกิดเหตุการณ์จริง
    ที่เราเห็นกันก่อนหน้านี้ จะมีการซ้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลด้วยวิธีต่างๆ ซ้อมการโรยตัวหากเจอน้องๆแล้วต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเสียเวลา จะทำไปทำไม กับการซ้อมที่ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จริงเมื่อไหร่ แต่...การซ้อมนี้ทำให้เห็นปัญหาและอุปสรรคค่อนข้างมาก ทั้งรถสื่อมวลชน รถเจ้าหน้าที่ ที่จอดอยู่ริมข้างทาง ดินที่เป็นโคลนเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทุกคนมองข้าม เมื่อเกิดการซ้อมจริงทำให้เห็นว่ามีการลื่นล้มเกิดขึ้น แนวทางการซ้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์จริง ทำให้รู้ถึงปัญหาและ ปรับแก้ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะมาถึง และเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับเหตุการณ์ต่อๆไปได้อีกด้วย

    • ทักษะการตัดออก
    เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนอยากช่วยเหลือ ต่างคนต่างแนะแนวทางที่ทุกคนคิดว่าเหมาะสม จนมีแนวทางการช่วยเหลือที่เยอะมาก หากเลือกที่จะฟังทุกคน ลองทำทุกทางนั่นอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี การตัดออก แล้วเลือกใช้อย่างเหมาะสม คือทักษะที่สำคัญที่ต้องใช้เวลาเกิดวิกฤติ

    • มองที่ปัญหาและหาทางแก้
    จากกรณีนักข่าวต่างสำนักข่าวกัน เสนอข่าวไปคนละทิศคนละทาง ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งในภาวะวิกฤตที่มีเวลาอันจำกัด เราไม่มีเวลามากพอที่จะชี้แจงนักข่าวทุกคนถึงข่าวแต่ละวันให้เข้าใจตรงกันได้ ผู้ว่าแก้ไขโดยการ เปิดศูนย์กลางโดยใช้Line@ชื่อ@ข่าวจริงประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการสื่อสารเพื่อการเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งนักข่าวแต่ละสำนักมีหัวข้อข่าวที่ตรงกัน และประชาชนยังมีแหล่งข่าว ที่สามารถเชื่อถือได้

    • ให้ความสำคัญกับคนทุกคน
    แม้ภารกิจหลักของเหตุการณ์นี้คือ การพาน้องๆทีมหมูป่าทั้ง13คนออกจากถ้ำ แต่คนที่มาช่วยในภารกิจนี้ ทุกชีวิตสำคัญหมดเรา จะไม่สูญเสียใครแม้แต่เพียงคนเดียว จึงให้มีการลงชื่อทำบัตรก่อนเข้าพื้นที่ เพื่อให้ทราบถึงจำนวนคน และย้ำอยู่เสมอให้แต่ละทีมเช็คคนในทีมตัวเอง หากมีใครหายไปหรือเกิดอันตรายให้รีบรายงาน เพื่อป้องกันการตกหล่น

    • ไม่พูดถ้ายังไม่แน่ใจ
    หลายครั้งที่นักข่าวมักถามถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ว่าเป็นอย่างไรบ้าง น้องๆจะได้ออกวันนี้เลยไหม ซึ่งผู้ว่าจะไม่ตอบทันทีว่าวันไหน แต่จะย้ำแผนอยู่เสมอ ว่าต้องให้ร่างกายน้องๆพร้อมก่อน ถึงจะสามารถออกมาได้

    • ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
    จากเหตุการณ์นี้มีชาวบ้านจำนวนมากที่เสียหายจากที่น้ำที่สูบออกมาจากถ้ำหลวงท่วมพื้นที่ไร่นา โดยกำชับว่าหลังเหตุการณ์นี้จบหลังจะเยียวยาทุกคน และทุกส่วนที่ได้รับผลกระทบ

    ซึ่งจากเหตุการณ์นี้หลายคนที่ไม่เคยรู้จักผู้ว่าคนนี้มาก่อน แต่จากการทำงาน10กว่าวันที่เห็นผ่านทางหน้าจอทีวี ทำให้เราเห็นภาวะผู้นำที่มาจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายท่านนี้อย่างเต็มเปี่ยม ที่สามารถบริหารจัดการคนได้ทุกภาคส่วน ถือเป็นภารกิจ Mission Impossible ที่ยากและโหดมาก เลยทีเดียว

    สุดท้ายแล้วถึงแม้เราจะมีผู้นำที่เก่งและมีความสามารถมาก ทุกคนในทีมก็ต้องมีความสามัคคีและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อให้ทีมจะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้นั่นเอง

    Work for All - ทำทุกอย่างให้ดี สำหรับทุกคน

    Article by FolioBrand #Folioliveprofessional / 4 July 2018

    " Social Plastic " เปลี่ยนขวดพลาสติกที่เป็นขยะ ให้กลายเป็นเงินดิจิทัลสำหรับทุกคน

    " Social Plastic " เปลี่ยนขวดพลาสติกที่เป็นขยะ ให้กลายเป็นเงินดิจิทัลสำหรับทุกคน

    คุณเคยคิดไหมว่า ปริมาณขยะพลาสติกในปัจจุบันมีจำนวนมากแค่ไหน

    “มันเปรียบเสมือนว่า ทุกๆหนึ่งนาที
    จะมีรถบรรทุกคันนึง ดั๊มขยะพลาสติกลงไปในทะเลครับ" 

    นี่คือคำเปรียบเทียบเกริ่นหัวใน TED TALK ของ David Katz ถึงปริมาณพลาสติกที่ไหลลงสู่ทะเลทั่วโลก ในปีนี้ปัญหาเรื่อง พลาสติกในทะเล เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างกว้างขวางกันมาก เพราะนอกจากจะส่งผลต่อระบบนิเวศน์ และ สิ่งมีชีวิตในทะเลแล้ว ก็ยังส่งผลต่อ สุขภาพของเราทุกคนที่เป็นผู้บริโภคอาหารทะเลด้วย

    Folio ก็เลยอยากหยิบยกการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ที่น่าสนใจมาแบ่งปันกันครับ
    วันนี้จะเป็น เรื่องของ Social Plastic® จากทาง Plastic Bank

    Plastic Bank สร้างธุรกิจจากแนวคิดที่ว่า ถ้าเราสามารถทำให้ให้ขยะพลาสติก ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดไปหมดนั้นมีมูลค่าได้มากขึ้น คนก็จะช่วยกันเก็บและนำมันไปขาย ขยะพลาสติกที่จะไหลลงสู่ทะเลก็จะลดลง

    David Katz และ Shaun Frankson ผู้ก่อตั้งPlastic Bankก็เลยสร้างนิเวศน์ของธุรกิจเกี่ยวกับการเก็บขยะพลาสติกมันซะเลย ด้วยการ
    1) สร้างคำจำกัดความ คำว่า Social Plastic ขึ้น
    2) ให้มีร้านรับซื้อพลาสติกในราคาสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งคนที่ขายอาจจะใช้พลาสติกที่เก็บมาได้แลกเงินได้เลย หรือ แลกพื้นฐานบางอย่างสำหรับการดำรงชีวิตเช่น เตาเชื้อเพลิงหุงอาหาร Wifi หรือ สายชาร์จโทรศัพท์
    3.) ตัวPlastic Bank นำขยะพลาสติกทีเก็บมา ส่งเข้าโรงงานผลิตกลับเป็นเม็ดพลาสติก
    4) Plastic Bank ขาย Social Plasticให้กับลูกค้าทีอยากนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลไปใช้

    ซึ่งเงินที่ได้จากการขาย รวมกับเงินที่ได้จากการบริจาค ก็จะนำกลับมาอุดหนุน และ ขยายโครงการรับซื้อพลาสติกต่อไป

    Plastic Bank ทดลองโมเดลนี้ที่เฮติในปี2015 เฮติเป็น ประเทศที่ยากจนที่สุดในทวีปอเมริกา และ มีขยะพลาสติกเกลื่อนกลาดมากมาย มากมายซะจน หาดบางหาดไม่เห็นทราย ประมาณว่าเป็น กองขวดพลาสติกแล้วก็น้ำทะเลเลย

    จนถึงตอนนี้โครงการ Plastic Bank ใน Haiti ประสบความสำเร็จอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน มี ตลาดรับซื้อพลาสติกถึง 30 แห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง และ สามารถลดประมาณพลาสติกได้แล้วถึง 3,000 ตัน ตั้งแต่เปิดทำการมา

    หลังจากที่ประสบความสำเร็จในเฮติอย่างงดงาม Plastic Bank วางแผนจะเปิดดำเนินการในประเทศ ฟิลิปปินส์ในปีนี้และ จะขยายสู่ บราซิล อินโนนีเซีย ตามด้วย แอฟริกาใต้ นครรัฐวาติกัน ปานามา และ อินเดีย เป็นลำดับถัดๆไป

    ถ้า Plastic Bank ทำสำเร็จ พลาสติกเหลือใช้ทั่วโลกจะสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น และ ชุมชนของคนที่อยู่ในนิเวศของการรีไซเคิลก็จะได้รับประโยชน์ เมื่อไม่มีพลาสติกทิ้งเกลื่อนกลาดไปทั่ว ขยะก็ไหลลงสู่ทะเลลดลง และ มหาสมุทรก็จะสะอาดขึ้นในที่สุดครับ

    ส่วนพวกเรา ถ้ายังคิดอะไรเจ๋งๆแบบ David ไม่ออก เราก็ลองเริ่มต้นด้วยการไม่รับถุงพลาสติกที่ร้านสะดวกซื้อ ลดการซื้อขวดน้ำพลาสติก ผลักดันสังคมรอบๆตัวเราในการลดการใช้พลาสติกลงกันนะครับ

    #โลกจะสวยเริ่มด้วยมือของเรา

     

    อ้างอิง

    Official website : https://www.plasticbank.org/what-we-do/
    ทอล์กของ David Katz : https://www.ted.com/talks/david_katz_the_surprising_solution_to_ocean_plastic#t-687648
    งานของ Plastic Bank ที่เฮติ : https://youtu.be/RI5lmb3hygQ
    ขยะพลาสติกในเฮติ : https://youtu.be/cLT_4R39-Zc , https://youtu.be/_eRYjJwqki8
    บทความของ Forbes : https://www.forbes.com/sites/annefield/2017/11/29/the-plastic-bank-using-plastic-to-create-a-global-currency-for-the-poor/#782264837433

    "Work Space" เพิ่มพื้นที่สีเขียว บนโต๊ะทำงาน

    "Work Space" เพิ่มพื้นที่สีเขียว บนโต๊ะทำงาน

    ต้นไม้บนโต๊ะทำงาน ช่วยเติมความสดชื่นในการทำงานได้นะคะ
    ยิ่งเวลา มองหน้าจอคอมนานๆ สายตาล้าจากการทำงาน
    ให้มองสีเขียว ของต้นไม้ เป็นการพักสายตาที่ดีเลยหล่ะ
    เราได้รวบรวมไอเดียการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แบบใช้พื้นที่ไม่เยอะ มาฝากกันค่ะ

    จัดโต๊ะแบบมีชั้นวาง ก็ช่วยเพิ่มพื้นที่บนโต๊ะได้เลยนะคะ ยิ่งเลือกชั้นวางแบบโปร่ง ยิ่งทำให้ดูโล่งสบายตาเลยแหละ เวลาสายตาล้าจากการทำงาน ได้มีมุมพักสายตากันหน่อย

    หากคุณเป็นคนเรียบง่าย ชอบโต๊ะทำงานที่โล่ง สบายตา หาใบไม้สวยๆสักใบ มาวางบนโต๊ะ ก็ดูเก๋ไปอีกแบบนะคะ

    ชอบทำงานบนโต๊ะทำงานเรียบๆ ไม่มีของใช้มากนัก ต้นไม้ใบสวยๆสักต้น ก็เหมาะที่จะมาประดับบนโต๊ะ<ทำงานนะคะ นอกจากจะเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องการการดูแลมากนัก ยังไม่มีใบร่วงให้ต้องคอยเก็บอีกด้วย รดน้ำวันละครั้ง ก็อยู่ได้สบายๆเลย

    ทำงานบนโต๊ะโล่งๆ ช่วยในด้านการจินตนาการ หากคุณเป็นคนทำงานด้านที่จะต้องใช้ความคิด ลองจัดโต๊ะแบบโล่งๆ มีต้นไม้สักต้น จะช่วยให้คุณใช้คุณใช้สมองได้อย่างได้อย่างเต็มที่อย่าปล่อยให้โต๊ะของคุณไม่มีพื้นที่ว่าง มองไปทางไหนเห็นแต่กองงาน จะทำให้คุณมีภาวะเครียดและกดดัน คิดงานไม่ออกนะคะ

    โต๊ะทำงานที่ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้คุณมีสมาธิกับการคิดมากขึ้น มีไอเดียเป็นของตัวเอง หากคุณนึกงานไม่ออก ไม่อยากดูแบบจากใคร หลบไปนั่งคิดในมุมเงียบๆสงบๆ คิดงานคนเดียวสักพัก จะช่วยดึงเอาความคิดของตัวคุณเองออกมาใช้ได้อย่างดีเลยค่ะ

    ทำงานที่ต้องใช้2จอ ทำให้สายตาต้องสลับไปมาตลอด ยิ่งความสว่างของหน้าจอไม่เท่ากัน ทำให้คุณต้องปรับสายตาอยู่ตลอด ควรหาต้นไม้ต้นใหญ่ๆสักต้นมาตั้งไว้ข้างๆนะคะ ไว้ใช้ในการพักสายตา เพราะการมองหน้าจอ2หน้าจอตลอด เป็นการใช้สายตาหนักขึ้นเป็น2เท่าเลยค่ะ

    หากคุณเป็นคนชอบถ่ายรูป ต้องมีไอเดียใหม่ๆในการทำงาน ตอนเช้าก่อนเริ่มงานลองจัดโต๊ะทำงานในแต่ละวันให้แตกต่างกัน จะช่วยให้สมองด้านความคิดสร้างสรรค์เริ่มการทำงานได้ดีทีเดียว ระหว่างจัดโต๊ะคุณอาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ ที่นำมาใช้กับการถ่ายภาพได้นะคะ

    ต้นไม้ที่มีลำต้นสวยๆ หากระถางสวยๆสักใบมาใส่ ตามสไตล์ที่เป็นเรา ก็เป็นของตกแต่งโต๊ะทำงานที่มีชีวิต ชีวาได้อีกชิ้นนึงเลยค่ะ ยิ่งได้เห็นการเติบโตในแต่ละวันของต้นไม้ที่เราปลูก ช่วยทำให้คุณเป็นคนช่างสังเกต สนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ยิ่งถ้าคุณเป็นคนใจร้อน จะช่วยให้คุณใจเย็นมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อเพื่อนร่วมงานและตัวคุณเองนะคะ

    หากโต๊ะคุณเป็นโต๊ะที่แสงแดดส่องอ่อนๆ หาต้นไม้และดอกไม้มาประดับ จะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี เพิ่มความสดชื่นให้คุณยามเช้าได้เป็นอย่างดีเลยแหละค่ะ

    การทำงานที่ต้องอาศัยความรู้ หนังสือกองโต คงจะเป็นของคู่กับคุณอย่างแน่นอน อ่านหนังสือทั้งวันไม่ช่วยในการจดจำมากนัก ควรมีเวลาผ่อนคลาย เพื่อให้สมองได้พักบ้าง พักโดยการฟังเพลง ลุกไปชงกาแฟบ้าง แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ จะช่วยให้คุณจดจำได้ดีกว่าเดิม แต่ต้องควบคุมเวลาการพักผ่อนด้วยนะคะ ไม่ใช่พักยาวกว่าอ่านหนังสือน้าา

    ไม้มีดอกก็เหมาะสำหรับที่จะวางบนโต๊ะทำงานได้นะคะ สีเขียวของต้นช่วยในการพักสายตาจากหน้าจอคอม สีสันสวยๆของดอกไม้ ก็ช่วยให้คุณมีชีวิตชีวา สดใส มากขึ้นนะคะ

    แล้ว"Work Space" บนโต๊ะทำงานของคุณเป็นอย่างไร มาแชร์กันได้นะคะ