0 Cart
Added to Cart
    You have items in your cart
    You have 1 item in your cart
    Total
    Check Out Continue Shopping

    News

    ธรรมเนียมการให้ของขวัญ ชาวต่างชาติ

    หากพูดถึงของขวัญ ใครหลายคนอาจจะคิดว่าให้อะไรก็ได้ หรือให้ของตามที่ผู้ให้ชอบ

    แต่รู้หรือไม่ ว่าแต่ละประเทศมีธรรมเนียมการให้ของขวัญที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราคิดว่าดี

    จริงๆแล้วอาจเป็นสิ่งของที่ห้ามให้กันของชาวต่างชาติก็ได้

    ยิ่งถ้ามีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษในการเลือกของขวัญเชียวแหละ

     

    เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าแต่ละประเทศมีธรรมเนียมในการให้ของขวัญอย่างไรกันบ้าง

    เริ่มที่ประเทศแรก ประเทศจีน

    ถ้านึกถึงประเทศจีน หลายคนอาจจะนึกถึงสีแดง ถูกต้องแล้วค่ะ เพราะชาวจีนถือว่าสีแดงหมายถึงสี

    แห่งโชคลาภ ถ้าของที่มีสีแดงอย่างเดียว อาจจะดูแรงๆเกินไป สามารถมีสีอื่นมาประดับให้มีความ

    หลากหลายได้ เช่น สีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน แต่พยายามอย่าให้มีสีขาวรวมอยู่ด้วยนะคะ

    ถึงแม้บ้านเราจะมองว่า สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ สะอาด แต่สำหรับชาวจีนแล้ว หมายถึง

    ความเศร้าโศก เสียใจ ความหม่นหมอง รวมไปถึงความ ยากจนข้นแค้นอีกด้วย

    หากนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรให้เพื่อนชาวจีนได้ จะเลือกเป็น ช่อดอกไม้ หรือผลไม้ก็เหมาะค่ะ

    เพราะนั้นหมายถึง ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

     

    ประเทศญี่ปุ่น

    ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่พิถีพิถันในเรื่องของอาหารกันมาก อย่างในธรรมเนียมวันวาเลนไทน์

    ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก สาวๆจะนิยมทำช็อกโกแลตเองในรูปทรงที่สวยงาม เพื่อนำไปมอบให้ชาย

    หนุ่มที่ตนเองชื่นชอบ ซึ่งหลังจากวันวาเลนไทน์1เดือน ซึ่งก็คือวันที่ 14 มีนาคม

    เรียกว่าวัน White Day เป็นวันที่หนุ่มๆจะนำช็อกโกแลตสีขาว (White Chocolate)ไปมอบให้สาวๆ

    เช่นกันส่วนการให้ของขวัญผู้ป่วย จะนิยมมอบดอกไม้ให้กัน แต่ต้องเลือกอย่างระมัดระวังนะคะ

    เพราะในการเลือกดอกไม้ให้ผู้ป่วยนั้น มีบางชนิดที่ชาวญี่ปุ่นมองว่าไม่เหมาะสม เช่น ดอกไม้ที่มี

    สีจัดหรือมีกลิ่นแรงเกินไปเช่นดอกมัม หรือ ดอกที่มีขนาดใหญ่เกินไป ส่วนเรื่องจำนวน ไม่ควรมี

    จำนวน 4,9  และ 13 เพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า เป็นเลขแห่งความโชคร้าย นำสิ่งไม่ดีเข้ามาในชีวิตได้ค่ะ

     

    ประเทศเวียดนาม

    ของขวัญที่ความหมายดีๆสำหรับชาวเวียดนาม ซึ่งก็คือนาฬิกานั่นเอง เพราะเป็นการสื่อถึงฉันซาบซึ้ง

    ในช่วงเวลาและความทรงจำที่มีคุณ

    ส่วนของขวัญที่คนเวียดนนามไม่อยากได้ คล้ายๆกับคนไทยเลยค่ะ นั่นคือ ผ้าเช็ดหน้า ไม่ว่าจะเป็น

    ของแบรนด์เนม เย็บเอง หรือ ปักชื่อปักลายสวยงามก็ตาม เพราะผ้าเช็ดหน้า สื่อถึงจะมีเรื่องที่ต้อง

    เสียน้ำตาจนทำให้ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น

     

    ประเทศออเตรเลีย

    จะนิยมให้ของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยกันมากกว่า เช่น ขนม อาหาร ดอกไม้ หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน

    จะไม่นิยมให้ของขวัญชิ้นใหญ่ แม้จะเป็นเทศกาลสำคัญใหญ่ๆ อย่างปีใหม่ก็ตาม ถ้าหากเราซื้อ ทีวี

    ไมโครเวฟ หรือเตาปิ้งย่าง ไปฝากชาวออสซี่จะมองว่าทำไมซื้อของให้ชิ้นใหญ่ขนาดนี้ หวังอะไร

    จากเขาหรือเปล่า จะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง ถึงแม้เราจะมองว่าของชิ้นนั้นมีประโยชน์มากก็ตาม

    อีกทั้งยังมีธรรมเนียมที่ต้องเปิดกล่องของขวัญทันทีต่อหน้าผู้ให้ เพื่อเป็นการตอบรับน้ำใจของผู้ให้

     

    ประเทศเบลเยี่ยม

    - หากเจอช็อกโกแลตที่อร่อยหรือถูกปากแค่ไหน ก็อย่านำไปฝากเพื่อนชาวเบลเยี่ยมเชียวหล่ะ

    เพราะเบลเยี่ยมถือเป็นประเทศที่ผลิตช็อกโกแลตชั้นนำระดับโลกอยู่แล้ว การนำช็อกโกแลตให้ชาว

    เบลเยี่ยม จะถือเป็นการดูถูกช็อกโกแลตของประเทศเขา แต่ถ้าชาว เบลเยี่ยมให้ช็อกโกแลตเราก็

    ไม่แปลกนะคะ เพราะถือว่าเป็นเรื่องดีที่

    - ดอกกุหลาบสีแดง จะให้ได้เฉพาะคนรักเท่านั้น เพราะอย่างนั้นไม่ควรที่จะให้หลายคน เพราะจะ

    ทำให้ดูไม่ดี เป็นคนเจ้าชู้

     

    สุดท้าย ประเทศไทย

    ประเทศเราก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไม่ให้ของที่สื่อถึงงานศพ หรือ การตายหรือสีดำก็พอ ของที่นิยมให้

    ได้ในทุกโอกาสนั่นคือ การ์ดอวยพรนั่นเอง ให้ได้ทั้งปีใหม่ แต่งงาน อวยพรวันเกิด เยี่ยมคนป่วย

    และสามารถให้ได้กับทุกคนทั้งสนิทและไม่สนิทก็ตาม ถ้อยคำที่เขียนในการ์ดอวยพร

    จะแสดงถึงความจริงใจ ความพิถีพิถันในการเขียน ยิ่งถ้าเป็นการ์ดที่ทำเองด้วยแล้ว ได้ใจผู้รับไป

    เต็มๆเลยหล่ะค่ะ

     

    ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.loveyouflower.com

    http://readdaypoets.com/feature/foreigngift

    เก็บกระเป๋า ชวนเพื่อนขึ้นเขา 2 วัน 1 คืนที่เขาหลวงสุโขทัย

    เก็บกระเป๋า ชวนเพื่อนขึ้นเขา 2 วัน 1 คืนที่เขาหลวงสุโขทัย

    หากพูดถึงภูเขาสูงของไทยแล้ว

    เขาหลวงสุโขทัยอาจไม่ใช่ลูกแรที่หลายคนนึกถึง

    แต่ก็ไม่ไกลเกินไปที่เราจะมองข้าม

     

    ด้วยเวลาหกชั่วโมงจากเมืองหลวง

    ถือว่าไม่เหนื่อยเกินไปนักสำหรับเสาร์อาทิตย์

    ในสุโขทัยของมนุษย์เงินเดือนนักเดินทาง

     

    รถสองแถวราคาเหมาจ่ายที่พาเราไปตลาดและส่งถึงอุทยาน

     

    ก่อนขึ้นเขาในวันเสาร์ตอนเช้า

    เราแวะตลาดในตัวเมือง

    ซื้ออาหารที่จำเป็นสำหรับสองวันหนึ่งคืน

     

    ในตอนสายการเดินทางได้เริ่มต้นขึ้น

    ข้าวเหนียวหมูจากตลาดแปรเป็น

    พลังงานในการเดินเท้า

    เมื่อถึงลานกางเต๊นท์ก็จัดแจงสร้างบ้าน

    บ้านที่เราต้องการให้บังแดดฝนได้ก็เพียงพอ

     

    จุดที่เรากางเต็นท์สำหรับพักผ่อนกันในคืนนี้

     

     

    อุปกรณ์ที่เราเตรียมมาใช้ชีวิตบนภูเขาลูกนี้ 

     

    เมื่ออากาศบนเขาไม่เคยแน่นอน

    เราคอยลุ้นตลอดว่าวันนี้ฟ้าจะเปิดไหม

    ฝนจะตกหรือเปล่า

    คืนนี้จะเห็นดาวกี่ดวง

    ภูเขาไม่เคยให้คำตอบเราล่วงหน้าเลยสักวัน

     

     จุดชมวิวที่  576  เมตรจากระดับน้ำทะเล  บอกเราว่าได้มาถึงครึ่งทางแล้ว

     

    บนเขาหลวงวันนี้มีหลายกลุ่มเดินทางมาเยือน

    พวกเขาแค่สร้างบ้าน ทำอาหาร

    สร้างความบันเทิงในหมู่คณะ

    แล้วรุ่งเช้าก็จากไป

     

     เครื่องดื่มที่ช่วยให้เราเพลิดเพลินกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น

     

    หลายคนไม่ได้สนใจจะไปในจุดสูงสุด

    ของยอดเขาลูกนั้นลูกนี้

    พวกเขาแค่ร้องรำทำเพลง

    มีความสุขกัน ก็เท่านั้น

     

     'แพนเค้ก' ไกด์ประจำทริปนี้

     

    บนยอดเขาพระแม่ย่า

     

     

    เราเรียนรู้ว่าการขึ้นยอดเขาไม่ใช่เรื่องของการพิชิต

    บางครั้งก็เป็นแค่คนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ

    ในการใช้ชีวิต

    ลำบากนิดเหนื่อยหน่อย

    แต่ความสนุกสนานไม่ได้หายไปไหน

     

    ระหว่างเดินขึ้นเขา

     

    วิวด้านบนสวยงามจนไม่อยากกลับ

     

    ชีวิตบนนั้นทำให้เราเพลิดเพลินกับ

    สิ่งที่อยู่ตรงหน้า

    บรรยากาศที่พบเจอจึงมีมวลความสุขปนอยู่มาก

    เราไม่ผิดหวังหรือเสียใจเลยหากคืนนี้

    ไม่มีดาว หรือฝนตกจนไม่มีโอกาสได้เห็นวิวข้างล่าง

    เพราะยังไงท้องฟ้าก็บอกเราเสมอว่า เรื่องราวใดทุกอย่าง ล้วนมีความเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน

     

    พกสมุดกันน้ำ Jour ไปกับทุกการเดินทางของคุณ
    คลิกดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมที่ http://bit.ly/2jnpskI

    ----

    อุทยานแห่งชาติรามคำแหง

    Ramkhamhaeng National Park

    Location            : อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย
    Opening Hours : เปิดทำการทุกวัน ตลอดทั้งปี แต่นักท่องเที่ยวจะต้องเริ่มเดินขึ้นเขาหลวง
                                ก่อน 15.30 น.
    How far we go :  การเดินเท้าขึ้นยอดเขาหลวงมีระยะทาง 3.7 กิโลเมตร
                               ไต่ระยะความสูงที่ประมาณ 200 เมตร

    Need to know :
    >> บนยอดเขามีเฉพาะอาหารแห้งจำหน่าย ดังนั้นนักท่องเที่่ยวที่ต้องการเดินทางไปค้างแรมด้านบน ควรเตรียมอาหารให้เพียงพอ
    >>ก่อนการเดินทาง นักท่องเที่ยวควรสำรวจความพร้อมทางร่างกาย
         และจำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์สิ่งของจำเป็นไปด้วย เช่น เสื้อกันหนาว
         หมวก ไฟฉาย ยา อาหารแห้ง เป็นต้น

     

     

    บทความโดย :

    ชญานินทร์  แก้วหาญ

    Dialogue Coffee and Gallery ร้านกาแฟของนักเล่าเรื่อง

    Dialogue Coffee and Gallery ร้านกาแฟของนักเล่าเรื่อง

    Dialogue Coffee and Gallery ร้านกาแฟของนักเล่าเรื่อง

     

    ในแต่ละวันเราพบเจอเรื่องราวที่ไม่แตกต่างจากเดิม

    การมานั่งร้านกาแฟคือการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ

    เป็นเหมือนการรีเฟรสความรู้สึกให้กลับมามีแรงบันดาลใจอีกครั้ง

    เชื่อว่าคงไม่มีใครที่อยากจะมาร้านกาแฟเพื่อแค่ดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว

    แต่เราอยากจะดื่มบรรยากาศไปพร้อมๆกับการจิบกาแฟถ้วยโปรดต่างหาก

     

     

    ระหว่างที่กำลังเดินถ่ายรูปอยู่หน้าร้าน

    เหลือบไปเห็นข้อความที่ทำให้ต้องหยุดอ่าน

    ตัวอักษรและภาพวาดบนกระดาษที่วางไว้ให้ผู้มาเยือนเล่าเรื่องราวที่พบเจอ

    บางคนวาดภาพ  บางคนเขียนบันทึก  บางคนทั้งไม่ได้เขียนและไม่ได้วาด

    แต่หอบความรู้สึกดีๆกลับบ้านไป   รอการกลับมาเยือนในครั้งต่อไป

    ตั้งแต่ประตูทางเข้าจนถึงชั้นที่เป็น Gallery ด้านบน

    ร้านเล็กๆร้านนี้มีเรื่องราวซ่อนอยู่แทบทุกมุม

     

    เสียงเพลง หนังสือ ผู้คน  ภาพวาด คือส่วนผสมที่ทำให้กาแฟตรงหน้าอร่อยยิ่งขึ้น

    เรามองเห็นเรื่องราว และความเป็นไปของผู้คนไปพร้อมๆกับ

    ทำให้มองเห็นความมีชีวิตชีวาของผู้มาเยือน

     

     

     

     

    การตกแต่งภายในร้านเป็นสไตล์โมเดิร์นและลอฟท์ผสมกัน ได้กลิ่นอายความเป็นวินเทจนิดๆ

    สังเกตุได้จากการตกแต่งร้านที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง  ตุ๊กตาที่วางเรียงราย

    รวมถึงข้าวของที่บอกรสนิยมของเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี

     

     

     

    มุมนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่เหมาะสุดๆ สำหรับคนที่ต้องการใช้สมาธิ

    และมีโลกส่วนตัวสูงไม่อยากให้สิ่งต่างๆมารบกวน

    จะนั่งวาดภาพหรืออ่านหนังสือก็ได้ทั้งคู่เลย

     

    หลังจากเดินสำรวจบรรยากาศบริเวณด้านล่างเรียบร้อยแล้ว

    ระหว่างเดินขึ้นบันไดเพื่อจะขึ้นไปชั้น 2

    เหลือบเห็นรูปภาพคุณยายและผู้ชายนั่งยิ้ม

    ดูภาพและข้อความประกอบแล้วนั้น

    ก็แอบยิ้มตามและมีความสุขไปด้วยเหมือนกัน

     

     

    บริเวณชั้นสองของร้านเป็นพื้นที่สำหรับงานศิลปะ  ทั้งภาพวาด  รูปถ่าย 

    ที่นี่มีนิทรรศการศิลปะผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาแสดงงาน  อย่างในวันที่ไปมีงานที่มีชื่อว่า

    ‘Plutonians’ ที่เล่าเรื่องราวของดาวพลูโตในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป

    ซึ่งตอนนี้นิทรรศการที่ทางร้านกำลังจะจัดขึ้นคือ  นิทรรศการ "คิดถึงพ่อเสมอ"

    ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่  15 มกราคม - 12 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ 

     

     

     

     

     

    นอกจากงานแสดงศิลปะแล้ว  ยังมีพื้นที่ที่สามารถจัด เวิร์คช็อปหรือว่าอีเว้นท์

    ที่เกี่ยวกับศิลปะได้อีกด้วย  อย่างวันนี้ที่มาก็มีมีเวิร์คช็อปสีน้ำของ Folio Art Shop 

    แต่ละคนนั่งระบายสีน้ำกันอย่างตั้งใจ          

    ด้วยบรรยากาศร้านที่ไม่จอแจ ทำให้แต่ละคนเพลิดเพลินกับการระบายสีน้ำ

    จนลืมเวลากันเลยทีเดียว

     

     

     

    สำหรับคนที่ชอบสะสมหนังสือและโปสการ์ดแนะนำมุมนี้เลยค่ะ

    ที่นี่มีโปสการ์ดภาพถ่ายสวย ๆ ให้เลือก  รวมถึงยังมีมุมให้นั่งขีด ขีด เขียน เขียน

    เพื่อบันทึกความทรงจำ  ที่นี่ก็มีสมุด พู่กัน  ดินสอ  สีน้ำ และสีไม้ไว้ให้อีกด้วย

     

     

     

    เรานั่งอ่านเรื่องราวที่ผู้มาเยือนคนก่อน ๆได้เขียนไว้

    บางคนพูดถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่า  บางคนมานั่งร้านนี้กับแฟน

    บางคนแค่ชอบวาดรูป ก็วาดรูปลงไป  หลังจากพลิกอ่านไปเรื่อยๆ

    ก็ถึงตาเราที่จะบันทึกความทรงจำไว้ที่นี่บ้างแล้ว

    เราเลือกที่จะวาดและระบายสีลงไป  มากกว่าเขียน

    อาจจะเพราะด้วยบรรยากาศที่มีเพลงคลอๆ  และบรรยกาศในร้านที่เงียบแต่ไม่เหงาจนเกินไป

    ชวนให้วาดภาพ  หรือว่าเขียนหนังสือได้เป็นอย่างดี

     

     

    สำหรับคนที่ชอบสะสมหนังสือและโปสการ์ดแนะนำมุมนี้เลยค่ะ

    ที่นี่มีโปสการ์ดภาพถ่ายสวย ๆ ให้เลือก  รวมถึงยังมีมุมให้นั่งขีด ขีด เขียน เขียน

    เพื่อบันทึกความทรงจำ  ที่นี่ก็มีสมุด พู่กัน  ดินสอ  สีน้ำ และสีไม้ไว้ให้อีกด้วย

     

    เรานั่งอ่านเรื่องราวที่ผู้มาเยือนคนก่อน ๆได้เขียนไว้

    บางคนพูดถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่า  บางคนมานั่งร้านนี้กับแฟน

    บางคนแค่ชอบวาดรูป ก็วาดรูปลงไป  หลังจากพลิกอ่านไปเรื่อยๆ

    ก็ถึงตาเราที่จะบันทึกความทรงจำไว้ที่นี่บ้างแล้ว

    เราเลือกที่จะวาดและระบายสีลงไป  มากกว่าเขียน

    อาจจะเพราะด้วยบรรยากาศที่มีเพลงคลอๆ  และบรรยกาศในร้านที่เงียบแต่ไม่เหงาจนเกินไป

    ชวนให้วาดภาพ  หรือว่าเขียนหนังสือได้เป็นอย่างดี

     

     

    เราสามารถเห็นเรื่องราวแทบทุกมุมในร้าน

    จากผู้คนที่ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนมาเล่าเรื่องราว

    ผ่านภาพถ่าย  ผ่านภาพวาด  ผ่านตัวอักษร

     

    Dialouge Café อาจไม่ใช่เพียงร้านกาแฟ

    แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีความรู้สึก  มีคำพูดและเรื่องเล่ามากมายที่รอให้เราไปสัมผัส

    ร้านกาแฟของนักเล่าเรื่อง  รอคุณไปเล่าเรื่องให้ฟังอยู่นะ

     

     

    วันหยุดอย่ามัวแต่นอนเปื่อยอยู่บ้าน

    รีบคว้ากระเป๋าคู่ใจ แล้วออกไปหาแรงบันดาลใจกันเถอะ : )

     

    -----

    ขอขอบคุณร้าน Dialougue Coffee and Gallery 

    ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สำหรับจัดกิจกรรม workshop สีน้ำ และถ่ายภาพบรรยากาศภายในร้านด้วยนะคะ

     

    ไดอะล็อก คอฟฟี่ แอนด์ แกลเลอรี (Dialogue Coffee and Gallery)

    ที่อยู่          : 533 ถ.พระสุเมรุ บวรนิเวศ พระนคร กรุงเทพฯ 10200

    โทรศัพท์    : 0847548799 , 0818443156

    Facebook  : http://www.facebook.com/Dialogue.bkk

    วัน-เวลาเปิด/ปิด    : อังคาร-อาทิตย์ 11:00-23:00  (ปิดวันจันทร์)

     

    5 เทคนิคเลือกของขวัญรับปริญญาไม่ให้เพื่อน fail !

    5 เทคนิคเลือกของขวัญรับปริญญาไม่ให้เพื่อน fail !

    1. สังเกต Lifestyle ของเพื่อนที่เราจะซื้อของให้ 

    ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราก็คงจะเดาไม่ยาก  แต่ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อคนที่เราจะให้ไม่ใช่คนที่เราคุ้นเคย  แนะนำให้ลองถามคนใกล้ตัวของเค้าดูสิว่าเค้าชอบทำอะไร  ใช้ของดีไซน์แบบไหน มีไลฟ์สไตล์หรือว่างานอดิเรกที่ชอบทำอะไรบ้าง  เผื่อจะได้ไอเดียกลับมาบ้างเนอะ

     2. กำหนด Budget ไว้เลย
    ก่อนจะซื้อของควรคิด Budget  ไว้คร่าว ๆ  เพราะทำให้รู้ว่าจะซื้อของประเภทไหนได้บ้าง  หลังจากนั้น search  ร้านต่างๆที่มีของขวัญในงบที่เรากำหนดไว้  อย่าลืมว่าต้องสังเกต  Lifestyle ให้ได้ก่อน  จะช่วยให้เลือกร้านได้ง่ายขึ้น

    3. เตรียมตัวซื้อของไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ 
    เชื่อว่าทุกคนคงจะเคยมีเหตุการณ์ที่ซื้อของให้บัณฑิตไม่ทัน  พอถึงวันงานก็จะเจอแค่ของขวัญที่ขายอยู่ในงาน  ซึ่งจะได้ของที่ซ้ำซาก  จำเจ  และไม่แปลกใหม่เอาซะเลย  สิ่งที่ควรทำคือเตรียมตัวซื้อของขวัญไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ   ก่อนงานสักอาทิตย์นึง  หรือมากกว่านั้น  หรือถ้าคิดไม่ออกจริงๆ  แต่ก็ยังอยากได้ของขวัญที่ไม่เหมือนใคร แนะนำให้ลอง DIY ด้วยตัวเองซะเลย  ของขวัญชิ้นนี้มีชิ้นเดียวในโลกนะ  : )


    4.  อย่าเลือกเพราะสวยอย่างเดียว แต่ต้องมีประโยชน์ และคิดว่าได้ใช้แน่นอน                  ลืมดอกไม้ช่อใหญ่  ตุ๊กตา  สายสะพาย  หรือป้ายทะเบียนจบซะ  ลองคิดดูว่าคงจะดีกว่าไหม  ถ้าสิ่งที่เราให้นั้นเป็นประโยชน์  และใช้ในชีวิตประจำวันได้  ดีกว่าซื้อของขวัญสวยๆแล้วฝุ่นเกาะ  วางกองทิ้งไว้แบบไร้ประโยชน์

     
     5.  ซื้อการ์ดสักใบแล้วเขียนคำพูดหรือความรู้สึกดีๆ                                                        
    การเขียนการ์ดด้วยคำพูดหรือ quote ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้รับ  ช่วยให้รู้สึกว่าเราใส่ใจในรายละเอียดและเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนนั้นคือคนสำคัญ  นอกจากนี้ยังเป็นการบันทึกความทรงจำช่วงนั้นได้ดีอีกด้วย

    เทคนิคง่ายๆ ทำตามได้ไม่ยากแบบนี้อย่าลืมเอาไปใช้กันนะคะ หรือถ้าคิดกันไม่ออกจริงๆ  ว่าจะซื้ออะไรให้บัณฑิตก็แวะมาช็อปเครื่องหนังกันได้ที่  Folio Shop หรือช็อปออนไลน์ได้ที่ www.foliobrand.com  หรือ inbox มาที่ facebook  ของ Folio Brand ก็ได้น้า : )

    5 เทคนิคจับคุณแฟนแต่งตัวเป็นหนุ่มวินเทจ

    5 เทคนิคจับคุณแฟนแต่งตัวเป็นหนุ่มวินเทจ

    สาวๆคงจะเคยกรี๊ดในใจเมื่อเห็นหนุ่มๆ ที่แต่งตัวสไตล์วินเทจ
    แต่พอหันมาหาคุณแฟนแล้ว โธ่..คุณลุงดีๆนี่เอง ไม่เป็นไรค่ะ
    วันนี้เรามีเทคนิคการแต่งตัวที่จะช่วยเปลี่ยนคุณแฟนให้เป็นหนุ่มวินเทจ
    ที่เมื่อเราหันไปแล้วจะต้องตกหลุมรักวันละหลายๆรอบกันเลยทีเดียว

    1. กระเป๋าหนัง & เสื้อยีนส์
              กระเป๋าหนังกับยีนส์เป็นความคลาสสิคที่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วเพิ่มความเท่ห์ให้กับคุณแฟนได้เป็นกอง  ยิ่งถ้าหนุ่มในฝันของคุณเป็นหนุ่มเซอร์ละก็รีบฉุดกระชากลากถูให้คุณแฟนสะพายกระเป๋าหนังเท่ห์ๆสักใบ หรือจะถือไว้ให้ดูเท่ห์ก็ไม่ว่ากัน ลุคนี้เหมาะสำหรับหนุ่มเซอร์ที่ไม่ชอบความเนี้ยบสักเท่าไหร่  เน้นแต่งแบบสบายๆ หล่อแบบธรรมชาติยังไงล่ะคะสาวๆ

     

     credit  : lookbook

     2. กระเป๋าหนัง & เสื้อคาร์ดิแกน
              เพิ่มความวินเทจให้กับคุณแฟนได้อย่างง่ายดาย เพียงหยิบเสื้อคาร์ดิแกนโทนสีเข้ม
    อย่างสีดำ น้ำเงินหรือสีเทาเข้ม แมทช์คู่กับกระเป๋าหนังขนาดกะทัดรัดช่วยให้คุณแฟน
    ดูคุณชายเพิ่มขึ้นไปอีก แนะนำว่าจะต้องใส่คู่กับกางเกงขายาวในโทนสีที่ตัดกันกับเสื้อ
    ลุคนี้เหมาะสำหรับหนุ่มๆที่ชอบความเนี้ยบเป็นชีวิตจิตใจ

     

     credit  : lookbook

     

    3. กระเป๋าหนัง & เชิ้ตขาว
              ลืมเชิ้ตขาวสุดแสนน่าเบื่อในตู้ของคุณแฟนกันได้เลย เพียงหยิบสายเอี๊ยมสีน้ำตาล
    จับคู่กันกับกางเกงยีนส์และกระเป๋าหนังใบโปรด จากเชิ้ตขาวที่เคยดูธรรมด๊า ธรรมดา
    ช่วยให้คุณแฟนดูเป็นหนุ่มที่สุดแสนจะคลาสสิค ลุคนี้เหมาะสำหรับหนุ่มที่มีความขี้เล่น
    สนุกสนาน หรืออาจจะเหมาะกับหนุ่มเนิร์ดที่อยากเพิ่มสีสันให้กับชีวิตก็ได้นะ

     

     credit  : Feed Inspiration


    4. กระเป๋าหนัง & สูท
              ลองช่วยคุณแฟนเลือกสูทที่ไม่ดูภูมิฐานจนเกินไปและใส่ได้พอดีตัว
    แมทช์กับกางเกงขายาวที่สีตัดกันกับเสื้อสูท และกระเป๋าหนังสะพายข้าง
    ช่วยให้ลุคในวันทำงานของคุณแฟนดูวินเทจขึ้นมาได้ดีทีเดียว
    อาจจะเพิ่มไอเท็มอย่างแว่นตากันแดดเข้ามาปรับให้ลุคดูเฟรนด์ลี่มากขึ้น
    ลุคนี้เหมาะสำหรับหนุ่มวัยทำงาน ที่ต้องกาความทะมัดทะแมง
    แต่ก็ดูสุขุม เรียบร้อยในคราวเดียวกัน

     

    credit : Lookbook

    5. กระเป๋าหนัง & เสื้อยืดลายขวาง
              เสื้อยืดลายขวางนอกจากจะช่วยให้ดูมินิมอลแล้ว ยังจะช่วยให้ดูวินเทจได้อีกด้วย
    เพียงจับมาแมทช์กับกางเกงโทนสีน้ำตาลก็จะช่วยปรับอารมณ์ให้ดูย้อนยุคมากยิ่งขึ้น
    ที่สำคัญอย่าลืมเตือนคุณแฟนให้หยิบกระเป๋าหนังแบบสะพายมาด้วย ลุคนี้เหมาะสำหรับ หนุ่มๆสายชิลที่ชอบเดินทาง ถ่ายรูป เดินเล่นในวันหยุด


    credit : Lookastic

    อ่านแล้วอยากจะกินนายแบบ เอ้ย! อยากจะชวนคุณแฟนมาปรับลุคกันใช่ไหมล่ะคะ?
    สาวๆก็นำเทคนิคนี้ไปใช้ได้เลยนะ  แต่อย่าลืมว่าการที่เราปล่อยให้แฟนเป็นตัวของตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว อย่าไปบังคับขู่เข็ญคุณแฟนเยอะนะคะ  เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน  เอาเป็นว่าให้สบายใจกันทั้งคู่ละกันเนอะ : )