0 Cart
Added to Cart
    You have items in your cart
    You have 1 item in your cart
    Total

    นกกระเรียนพันธุ์ไทย - Eastern Sarus Crane

    มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า “Grus antigone sharpii” นกกระเรียนพันธุ์ไทย เป็นหนึ่งในนกน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งที่เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงถึง 150 – 180 เซนติเมตร หรือสูงเกือบเท่าผู้ใหญ่ที่มีความสูงเฉลี่ยของคนเอเชีย

    ลำตัวและปีกสีเทา คอตอนบนและหัวไม่มีขนแต่มีลักษณะเป็นตุ่มหนังสีส้มหรือสีแดงสด บริเวณกลางกระหม่อมเป็นแผ่นหนังเปลือยสีเทาหรือเขียวอ่อน ลำคอยาว เวลาบินคอและขาจะเหยียดตรง ขายาวสีแดงอมชมพู มีแผ่นขนหูสีเทา ม่านตาสีส้มแดง ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย

    นกกระเรียนพันธุ์ไทย เป็น 1 ในสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ปัจจุบันประเทศไทยมีสัตว์ป่าสงวนทั้งสิ้น 21 ชนิด (ตามพระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 12 สิงหาคม 2567) ซึ่งเคยมีสถานภาพสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2517 หรือเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว และจัดอยู่ในสถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยการหายไปของนกกระเรียนพันธุ์ไทยส่วนหนึ่งเกิดจากการพัฒนาและการขยายตัวของเมือง วิถีชีวิตของผู้คนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มีการทำเกษตรที่ใช้สารเคมี ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรม รวมไปถึงการล่าในอดีต โดยในอดีตนกกระเรียนพันธุ์ไทยเคยมีอยู่ชุกชุมและมีถิ่นอาศัยตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่สะอาด เช่น หนองน้ำ บึงน้ำ และท้องนา การมีอยู่ของนกกระเรียนพันธุ์ไทยนี้ถือเป็นตัววัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ต่างจากเสือหรือนกเงือกที่เป็นตัววัดความสมบูรณ์ของผืนป่า

    ประชากรนกกระเรียนพันธุ์ไทยได้หวนกลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้งด้วยความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชนและชุมชนท้องถิ่น ภายใต้การดำเนินงาน “โครงการนำประชากรนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ” โดยองค์การสวนสัตว์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ด้วยการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยนั้นมีความสัมพันธ์กับพื้นที่นาข้าวและชาวนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การพัฒนาองค์กรชุมชนผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ การเสริมสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม การพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของข้าวอินทรีย์ จึงเป็นกลไกที่สำคัญที่สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบเคมีให้เป็นเกษตรอินทรีย์ และมีการพัฒนากลุ่มชุมชนนำร่องเพื่อพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบการผลิตข้าวอินทรีย์เพื่อการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย

    โดยองค์การสวนสัตว์ได้มีการพัฒนากลุ่มชุมชนนำร่องกลุ่มแรกคือ “กลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอ” โดยมีนายทองพูน อุ่นจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกประมาณ 80 คน รวมพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิประมาณ 1,500 ไร่ บริเวณตอนบนของพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อันเป็นบริเวณแรกที่มีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ อีกทั้งองค์การสวนสัตว์และสถานีพัฒนาที่ดินบุรีรัมย์ยังร่วมกันผลักดันกลุ่มผู้ผลิตข้าวเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม มีการสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านข้าวอินทรีย์ที่เหมาะสม รวมถึงการจัดการความรู้ด้านการผลิตข้าวอินทรีย์อย่างเป็นระบบ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากข้าวหอมมะลิภายใต้สัญลักษณ์ “ข้าวสารัช” หรือ “SARUS RICE” และพัฒนาชุมชนไปสู่หมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็นสัญลักษณ์

    “ข้าวสารัช-SARUS RICE” อาจกล่าวได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มาจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และไม่ใช่แค่เพียงการบริโภคข้าวอินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดการสนับสนุนการซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวสารัชมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากความเสียหายของนาข้าวที่มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยไปอาศัยและทำรัง ช่วยให้เกษตรกรมีกำลังใจในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อมีรายได้ที่มั่นคง และผลิตอาหารที่มีคุณภาพส่งถึงมือผู้บริโภค

    ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีส่วนในการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยและพื้นที่ชุ่มน้ำ และเป็นผู้บอกต่อเรื่องราวความสำเร็จของโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ ผ่านการสนับสนุนและบริโภคข้าวสารัช ผลของความร่วมมือร่วมใจนี้จะสามารถรักษาพื้นที่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยให้ปลอดภัย และประชากรนกกระเรียนพันธุ์ไทยยังสามารถคงอยู่ได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดความสมดุลและความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืนต่อไป

    นกกระเรียนพันธุ์ไทย ไม่เพียงแต่เป็นนกที่มีรูปร่างสูง สง่าสวยงามเท่านั้น หากแต่นกกระเรียนยังเป็นสัญลักษณ์มงคลที่ได้รับความนิยมในหลายวัฒนธรรมแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการมีอายุที่ยืนยาว, ความรักที่มั่นคงและความโชคดี 

    นกกระเรียนพันธุ์ไทยนั้นยังเป็นตัววัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นระบบนิเวศหนึ่งที่สำคัญต่อการทำเกษตรกรรมของคนไทย การที่มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยกลับมาคืนถิ่นธรรมชาติในหลายพื้นที่ของประเทศ จึงไม่เป็นเพียงแค่ข่าวดีในมุมของการอนุรักษ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายของการ “ฟื้นคืนชีวิต” และ “ความหวัง” ที่เป็นผลจากพลังความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน รวมถึงชุมชนในแต่ละพื้นที่ เปรียบเสมือนเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในอนาคตที่ไม่ได้วัดผลเพียงแค่ผลลัพธ์ในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่เป็นการเน้นการสร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ชุมชน รวมถึงการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต เช่นเดียวกับการบริหารเงินลงทุน การเลือกที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาบริหารเงินลงทุนให้กับเรา เงินลงทุนของเราก็จะสามารถเติบโตและมีความมั่นคงในระยะยาวได้เช่นกัน